วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

ละหุ่ง สรรพคุณ และการนำไปใช้รักษาโรค


ปัจจุบันพืชที่กำลังฮอตฮิตติดลมบนอยู่ขณะนี้คือ ละหุ่ง โฆษณามากมายทั้งจากอินเตอร์เน็ทและโทรทัศน์ จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรชนิดนี้ออกมามากมาย ทั้งครีม น้ำมันทาตัว และเครื่องสำอางค์แบบต่างๆ
ประวัติของพืชชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดจากเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา รู้จักกันมาแล้วพันกว่าปี แต่พึ่งรู้จักที่ประเทศไทยไม่กี่ร้อยปี แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ละหุ่งแดง และละหุ่งขาว โดยทั้งสองชนิดมีลักษณะที่ต่างกันคือ สีของก้านใบหากเป็นละหุ่งแดง จะมีก้านใบเป็นสีแดง หากเป็นละหุ่งขาวจะมีก้านใบเป็นสีเขียว จากตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์จะไม่พบสรรพคุณ รวมถึงการเข้าตำรับยาของพืชชนิดนี้อยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่า พืชชนิดนี้อาจถูกใช้รักษาโดยแพทย์เชลยศักดิ์ซึ่งเป็นแพทย์ชาวบ้าน จากนั้นจึงสืบทอดวิธีการรักษาจากรุ่นสู่รุ่น โดยส่วนที่สามารถใช้เป็นยาได้คือ ส่วนของเมล็ดและใบสด เมล็ดมีรสเมาเบื่อ ใช้ในการรักษาฝีและนำน้ำมันมาใช้ทำยานวดแก้ปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ คล้ายกับน้ำมันมะพร้าว ส่วนใบสด มีรสจืดใช้ขับปัสสาวะ ในบางคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ประถมจินดา(ฉบับพื้นเมือง) ยังกล่าวถึง สรรพคุณในการเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอด และการขับน้ำคาวปลา ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วเนื่องจากพืชชนิดนี้มีพิษ หายาก และเราสามารถหาพืชชนิดอื่นใช้รักษาแทนได้

               ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยมากจะใช้สกัดจากน้ำมันของละหุ่ง โดยใช้สรรพคุณจากวิตามิน E และสารเคมีต่างๆที่อยู่ภายใน โดยเฉพาะสาร ricin มีการอ้างว่า ช่วยบำรุงผิว ยืดอายุของเซลล์ผิว หรือแม้แต่กำจัดเชื้อเอดส์ ซึ่งไม่เคยมีการบันทึกในภูมิปัญญาความรู้ของเราชาวไทย ในทางแผนไทยจะมีเพียงเรื่องของการแก้ปวด และขับของเสียเท่านั้น ฉะนั้นผู้บริโภคจึงต้องเลือกเองว่าจะเชื่อในผลวิจัย หรือจะเลือกเชื่อในภูมิปัญญาของเราซึ่งบันทึกผ่านการลองถูกลองผิดมาแล้วหลายชั่วอายุคน และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังเลยคือการใช้สารสกัดจากเมล็ดละหุ่ง ซึ่งมีความเป็นผิด จะต้องได้รับการสกัดอย่างถูกวิธีเท่านั้นจึงจะไม่อันตราย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น