ปัจจุบันพืชที่กำลังฮอตฮิตติดลมบนอยู่ขณะนี้คือ
ละหุ่ง โฆษณามากมายทั้งจากอินเตอร์เน็ทและโทรทัศน์ จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรชนิดนี้ออกมามากมาย
ทั้งครีม น้ำมันทาตัว และเครื่องสำอางค์แบบต่างๆ
ประวัติของพืชชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดจากเอธิโอเปีย
ทวีปแอฟริกา รู้จักกันมาแล้วพันกว่าปี แต่พึ่งรู้จักที่ประเทศไทยไม่กี่ร้อยปี แบ่งเป็น
2 ประเภท คือ ละหุ่งแดง และละหุ่งขาว โดยทั้งสองชนิดมีลักษณะที่ต่างกันคือ
สีของก้านใบหากเป็นละหุ่งแดง จะมีก้านใบเป็นสีแดง หากเป็นละหุ่งขาวจะมีก้านใบเป็นสีเขียว
จากตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์จะไม่พบสรรพคุณ รวมถึงการเข้าตำรับยาของพืชชนิดนี้อยู่
จึงสันนิษฐานได้ว่า พืชชนิดนี้อาจถูกใช้รักษาโดยแพทย์เชลยศักดิ์ซึ่งเป็นแพทย์ชาวบ้าน
จากนั้นจึงสืบทอดวิธีการรักษาจากรุ่นสู่รุ่น โดยส่วนที่สามารถใช้เป็นยาได้คือ
ส่วนของเมล็ดและใบสด เมล็ดมีรสเมาเบื่อ
ใช้ในการรักษาฝีและนำน้ำมันมาใช้ทำยานวดแก้ปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ คล้ายกับน้ำมันมะพร้าว
ส่วนใบสด มีรสจืดใช้ขับปัสสาวะ ในบางคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ประถมจินดา(ฉบับพื้นเมือง) ยังกล่าวถึง
สรรพคุณในการเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอด และการขับน้ำคาวปลา ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วเนื่องจากพืชชนิดนี้มีพิษ
หายาก และเราสามารถหาพืชชนิดอื่นใช้รักษาแทนได้
ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยมากจะใช้สกัดจากน้ำมันของละหุ่ง
โดยใช้สรรพคุณจากวิตามิน E และสารเคมีต่างๆที่อยู่ภายใน
โดยเฉพาะสาร ricin มีการอ้างว่า ช่วยบำรุงผิว
ยืดอายุของเซลล์ผิว หรือแม้แต่กำจัดเชื้อเอดส์ ซึ่งไม่เคยมีการบันทึกในภูมิปัญญาความรู้ของเราชาวไทย
ในทางแผนไทยจะมีเพียงเรื่องของการแก้ปวด และขับของเสียเท่านั้น ฉะนั้นผู้บริโภคจึงต้องเลือกเองว่าจะเชื่อในผลวิจัย
หรือจะเลือกเชื่อในภูมิปัญญาของเราซึ่งบันทึกผ่านการลองถูกลองผิดมาแล้วหลายชั่วอายุคน
และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังเลยคือการใช้สารสกัดจากเมล็ดละหุ่ง ซึ่งมีความเป็นผิด
จะต้องได้รับการสกัดอย่างถูกวิธีเท่านั้นจึงจะไม่อันตราย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น